Health

  • เร่งฉีดวัคซีนอีกรอบ หลังโควิดในไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
    เร่งฉีดวัคซีนอีกรอบ หลังโควิดในไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    โควิด-19 “ระลอกเล็ก” สธ. เร่งฉีดวัคซีนกลุ่ม 608 หลังกลับมาระบาดอีก

    จากสถานการณ์การแพร่ระบาด ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กลับมาระบาด ในประเทศไทยตอนนี้ ได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยได้สอดคล้องกับสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และล่าสุดทาง กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาประกาศแล้วว่า เป็นการระบาดของ ไวรัสโควิด-19 ละลอกเล็ก ซึ่งตัวเลขของผู้ติดเชื่อ ยังอยู่ในระดับคาดการณ์

    ทั้งนี้ทางปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ได้ออกมาแถลง ถึงจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในขณะนี้เพิ่มขึ้น และมีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษา ในโรงพยาบาลเพิ่มมากขึ้น 10-20% แต่มีผู้เสียชีวิตไม่มากนัก โดยมีอัตราเฉลี่ย ไม่เกิน 10 คนต่อวัน แต่ยังมีความเป็นไปได้ ที่จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และทาง สธ. จะเร่งติดตามอย่างใกล้ชิด

    จากการประชุมร่วมกับ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วประเทศ รายงานว่าแต่ละแห่งยังรองรับสถานการณ์ได้แม้ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น เนื่องจากส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง รักษาแบบผู้ป่วยนอก แพทย์ให้ยาตามที่วินิจฉัย ส่วนการรักษาในโรงพยาบาล ยังไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบมีนัยสำคัญจนต้องเพิ่มมาตรการ

    “ส่วนผู้สูงอายุที่มีข่าวเสียชีวิตที่บ้านช่วงนี้ คงต้องไปดูการเสียชีวิตแต่ละราย หลายรายอาการไม่เหมือนโควิด อยู่ ๆ เสียชีวิต ไปตรวจเอทีเคพบ (ผลเป็นพวก) แต่การตรวจเอทีเคเป็นการคัดกรองเบื้องต้น การวินิจฉัยยืนยันต้องตรวจรายละเอียดมากกว่านั้น กรมควบคุมโรคจะลงไปดูรายละเอียด” นพ.โอภาสกล่าว

    ปลัด สธ. ระบุด้วยว่า การระบาดรอบนี้ทุกอย่างยังเป็นไปตามที่คาดการณ์ เป็นลักษณะ Small Wave (การระบาดระลอกเล็ก) การมีผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเพิ่มขึ้นก็ยังอยู่ในการคาดการณ์ จะเพิ่มตามวงรอบคือ ช่วง พ.ย. และ ธ.ค. โดยหลังปีใหม่จะค่อยลดลง นพ.โอภาสยังสั่งการให้กำหนดเป้าหมายการฉีดวัคซีนระยะนี้อย่างจริงจัง

    โดยให้ทุกโรงพยาบาลในสังกัด สธ. จัดจุดบริการฉีดวัคซีนโควิดตามเหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่ม 608 คือ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์ “จะเห็นว่าคนที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ไม่ได้เข็มกระตุ้น” และ “จะติดตามสถานการณ์ผู้ติดเชื้อและฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง และจะสรุปอีกครั้งในปลายเดือนนี้” ปลัด สธ. กล่าว

    โควิด

    พบผู้ติดเชื้อเฉลี่ย 565 ราย/วัน ตาย 9 ราย/วัน

    บีบีซีไทยตรวจสอบข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ซึ่งรายงานสถานการณ์โควิด-19 ในไทยเป็นรายสัปดาห์ พบว่า สัปดาห์แรกของเดือน (30 กย.-5 พ.ย.) พบผู้ป่วยรายใหม่ 2,759 ราย เฉลี่ย 394 ราย/วัน และผู้เสียชีวิต 40 ราย เฉลี่ย 5 ราย/วัน สัปดาห์ที่สองของเดือน (6-12 พ.ย.) พบผู้ป่วยรายใหม่ 3,166 ราย เฉลี่ย 452 ราย/วัน และผู้เสียชีวิต 42 ราย เฉลี่ย 6 ราย/วัน

    สัปดาห์ที่สามของเดือน (13-19 พ.ย.) พบผู้ป่วยรายใหม่ 3,957 ราย เฉลี่ย 565 ราย/วัน (เพิ่มขึ้นในสัดส่วน 25% หากเทียบกับสัปดาห์ที่สองของเดือน) และผู้เสียชีวิต 69 คน เฉลี่ย 9 ราย/วัน กรมควบคุมโรคได้ปรับการรายงานยอดผู้ติดเชื้อไ วรัสโรนาเป็นรายสัปดาห์ หลังจากโรคโควิด-19 ได้รับการปรับสถานะ

    จากโรคติดต่ออันตราย เป็น โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ตั้งแต่ 1 ต.ค. แนะกลุ่ม 608 ที่ฉีดวัคซีนเข็มสุดท้ายเกิน 4 เดือน เข้ารับเข็มกระตุ้น ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวการเสียชีวิต ของประชาชนซึ่งตรวจเอทีเคพบว่าติดเชื้อโควิด-19 ในหลายกรณี แต่ทั้งหมดนี้ไม่ยืนยันว่าเสียชีวิตจากโควิดหรือไม่ เพราะอยู่ระหว่างการสอบสวนโรคและรอผลชันสูตร

    นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ขอความร่วมมือให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 เข้ารับวัคซีน เพราะมีการป่วยตายจากโควิด-19 มากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมดที่รายงานในแต่ละวัน และกลุ่มนี้ หากรับวัคซีนครบแล้วและเข็มล่าสุดนานเกิน 4 เดือนขึ้นไป ให้เข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะสามารถป้องกันการป่วยหนักและลดโอกาสเสียชีวิตได้

    จับตาสายพันธุ์ BA.2.75 พุ่ง “บ่งชี้ว่าอาจมีข้อได้เปรียบในการแพร่ระบาด”

    ตั้งแต่ต้นปี 2565 เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์เดลตาถูกแทนที่ด้วยโอมิครอน จนกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่แพร่ระบาดอยู่ในไทย ทว่ามีการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ย่อย ๆ หลากหลาย ได้แก่ BA.1, BA.2, BA.4, BA.5 โดยที่ BA.5 ยังคงเป็นสายพันธุ์หลัก แต่ล่าสุดพบว่าสายพันธุ์ BA.2.75 และลูกหลานของมัน เช่น BN.1, BL.2 มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้ติดเชื้อในประเทศ

    ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระบุว่า เชื้อโควิดสายพันธุ์ BA.2.75 ตรวจพบครั้งแรกในประเทศอินเดียช่วงต้นเดือน พ.ค. และได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วตั้งแต่นั้น ส่วนในไทยรายงาน BA.2.75 ครั้งแรกเมื่อปลายเดือน มิ.ย.

    “สายพันธุ์ BA.2.75 มีการกลายพันธุ์ที่สำคัญคือ G446S บนโปรตีนหนาม ซึ่งจับกับตัวรับในเซลล์ของมนุษย์ และเกี่ยวข้องกับการหลบภูมิคุ้มกัน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วบ่งชี้ว่าอาจมีข้อได้เปรียบในการแพร่ระบาด” อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวเมื่อ 22 พ.ย.

    แต่ถึงกระนั้น นพ.ศุภกิจยืนยันว่า การปฏิบัติตามมาตรการทางสาธารณสุข การสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่แออัด การล้างมือ ยังรับมือกับการระบาดได้ทุกสายพันธุ์ และการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ก็สามารถช่วยลดความรุนแรงของเชื้อได้

    เช่นเดียวกับ นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ที่กล่าวยืนยันเมื่อ 24 พ.ย. ว่า “ยังไม่มีรายงานความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นจากเชื้อเดิม” และ “สามารถใช้ยาต้านไวรัสที่มีอยู่รักษาได้ และวัคซีนที่มีอยู่ รวมถึงแอนติบอดีออกฤทธิ์ยาว (Long-acting Antibodies : LAAB) ก็ยังสามารถยับยั้งเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ BA.2.75 ได้”

    นอกจากสายพันธุ์ BA.2.75 ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในไทย ข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังเผยให้เห็นว่า มีผู้ติดเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์อื่น ๆ ในไทย แบ่งเป็น สายพันธุ์ BQ.1 ที่ระบาดในอเมริกาและยุโรป จำนวน 9 ราย และสายพันธุ์ XBB ที่ระบาดในสิงคโปร์ จำนวน 13 ราย อย่างไรก็ตามยังไม่พบสัญญาณความรุนแรงของเชื้อที่กลายพันธุ์ แต่อาจทำให้มีการแพร่และติดเชื้อง่ายขึ้น

    ขอบคุณข้อมูลจาก : bbc.com/thai
    อ่านต่อได้ที่ : in-languages.com

Economy

  • สถานะธนาคารรัฐทั้งหมดยังแข็งแกร่ง
    สถานะธนาคารรัฐทั้งหมดยังแข็งแกร่ง

    สถานะธนาคารรัฐทั้งหมดยังแข็งแกร่ง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศหลายแห่ง ทั้งทริสเรทติ้ง, มูดีส์ อินเวสเตอร์ส และฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงิน ของรัฐหลายแห่ง ทั้งธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิม แบงก์) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

    โดยพบว่าแม้ต้องเผชิญวิกฤติโควิด-19 และเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชน แต่สถานะธนาคารรัฐทั้งหมดยังแข็งแกร่ง และคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับสูง

    นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าวว่า ทริส เรทติ้ง ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรของ ธอส.ในระดับ AAA เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน รวมทั้งแนวโน้มอันดับเครดิตในระดับคงที่เช่นเดียวกับมูดีส์ที่คงอันดับเครดิตองค์กรในระดับ Baa1 และ แนวโน้มอันดับเครดิตระดับคงที่

    ซึ่งสะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคาร และบริหารจัดการหนี้เสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหนี้เสียต่ำกว่า 5% ของสินเชื่อคงค้าง และ ตั้งสำรองหนี้สูญไว้สูงถึง 185%

    ขณะที่นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการเอ็กซิมแบงก์ กล่าวว่า ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) คงอันดับเครดิตภายใน ประเทศระยะยาวของธนาคารที่ AAA เป็นปีที่ 17 ติดต่อกัน

    และมี แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในบทบาท ของธนาคารในการพัฒนาประเทศหลังโควิด อีกทั้งผลดำเนินงานยังดีขึ้น พลิกจากขาดทุนสุทธิเกือบ 1,340 ล้านบาทในปี 63 เป็นกำไรสุทธิ 1,531 ล้านบาท ในปี 64 สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งมา

     

    ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรของธนาคารที่ระดับ AAA เป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน และแนวโน้มอันดับเครดิตคงที่ โดยทริสมองบทบาทอันแข็งแกร่งของธนาคารในการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลช่วงโควิดระบาด

    ที่สำคัญมีกำไรสุทธิปี 64 ถึง 52.2% ของกำไรสุทธิของสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้งหมด ส่วนนายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส.กล่าวว่า ฟิทช์เรทติ้งส์ คงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่สูงสุด AAA และแนวโน้มอันดับเครดิตคงที่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 สะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง.

    ขอบคุณแหล่งที่มา : thairath.co.th

    สามารถอัพเดตข่าวสารเรื่องราวต่างๆได้ที่ : in-languages.com